There are no translations available.
ปลากัดไทยในต่างประเทศ

ได้มีการนำปลากัดไทยไปเลี้ยงเป็นปลาสวยงามในบางประเทศของทวีปยุโรป ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๗
และสหรัฐอเมริกานำเข้าไปเลี้ยงใน พ.ศ. ๒๔๖๐ จากนั้นมาได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ปลากัดอย่างต่อเนื่อง
ทั้งในทวีปยุโรป และสหรัฐอเมริกา โดยในระยะแรกๆ จะเน้นการผสมปลากัดให้ได้สีใหม่ๆ และได้รูปแบบสี
ที่สมบูรณ์ ในช่วง พ.ศ. ๒๔๗๐ - ๒๔๘๐ ผู้เลี้ยงมักนิยมปลากัดสีอ่อนหรือสีเผือก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เรียกว่า
ปลากัดเขมร ซึ่งมีลำตัวสีอ่อน และมีครีบสีแดง ต่อมาประมาณพ.ศ. ๒๔๙๐ นักเพาะเลี้ยงมุ่งที่จะเพาะปลากัด
สีดำ และทำได้เป็นผลสำเร็จ ระยะต่อมา จึงได้เริ่มมีความสนใจที่จะพัฒนาลักษณะของรูปทรงลำตัวและครีบ
โดยใน พ.ศ. ๒๕๐๗ นักเพาะเลี้ยงปลากัดในสหรัฐอเมริกาสามารถผลิตสายพันธุ์ปลากัดลิบ บี (Libby)
ซึ่งมีหางใหญ่มน กว้างเป็น ๓ เท่าของลำตัว เช่นเดียวกับครีบก้นและครีบหลัง ต่อมาในระหว่าง พ.ศ. ๒๕๑๐ -
๒๕๒๐ ก็สามารถผลิตปลากัดหางสามเหลี่ยมให้ชื่อว่า เดลตา (Delta) ซึ่งเป็นปลากัดที่มีครีบหางแผ่ทำมุม
๔๕ - ๖๐ องศากับโคนหาง รวมทั้งปลาที่มีหางสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า ซูเปอร์เดลตา (Super delta)
ด้วยประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๐
ในทวีปยุโรปได้มีผู้สามารถผสมพันธุ์ปลากัดที่มีหางแผ่เป็นรูปครึ่งวงกลม ที่เรียกว่า ฮาล์ฟมูนเดลตา
(Halfmoon delta) หรือหางพระจันทร์ครึ่งซีกได้ หลังจากนั้นใน พ.ศ. ๒๕๔๓ นักเพาะเลี้ยงปลากัด
ชาวอินโดนีเซียได้พัฒนาปลากัด สายพันธุ์ใหม่ที่มีหาง จักเป็นหนามเหมือนมงกุฎ ที่เรียกว่า คราวน์เทล
(Crown tail) หรือหางมงกุฎ ซึ่งเป็นปลากัดที่นิยมกันมากสายพันธุ์หนึ่งใน ปัจจุบัน ในสหรัฐอเมริกา
และประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีผู้นิยมเลี้ยงปลากัด ทั้งที่เลี้ยงเป็นงานอดิเรก และเลี้ยงเป็นอาชีพเป็นจำนวนมาก
มีการจัดตั้งเป็นชมรมและสมาคมต่างๆ รวมทั้งมีการจัดการประกวดแข่งขันกันทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ
และระดับ นานาชาติ
( ขอขอบคุณบทความ จาก สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ. )

